แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟสบุ๊ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟสบุ๊ค แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

** ทุกข์ หรือ สุข มีค่าเท่ากัน **



“ผู้ใดยึดในทุกข์ ก็จะประดุจโดนงูเห่ากัด
ผู้ใดยึดในสุขก็เสมือนจับงูเห่าข้างหาย
และจะโดนมันแว้งกัดเอาในภายหลัง”





ดังนั้น ความสุขกับความทุกข์ อารมณ์ชอบใจกับไม่ชอบใจนั้น จึงมีค่าเท่ากัน ถ้าหลงยึดเข้าแล้วก็ให้โทษแก่เราเหมือนๆ กัน เมื่อเราคุ้มครองจิตโดยอาศัย สติดี สัมปชัญญะดี ความพากเพียรถูกต้อง พรั่งพร้อมด้วยความเกรงกลัว ความละอายต่อบาป และความอดทนอดกลั้น
ต่ออารมณ์ที่รุนแรงแล้ว เราย่อมจะเป็นผู้อยู่เหนืออารมณ์ ด้วยจิตที่รู้ ตื่น และเบิกบาน รู้ว่า โลกธรรม ๘ เกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป โดยที่ใจของเราไม่เกิดความหวั่นไหวคล้อยตามไปด้วย เปรียบเหมือนเราอยู่ในบ้านที่ปลอดภัย และอบอุ่น ไม่ว่าโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร ฝนจะตกหรือแดดจะออก อากาศจะร้อน หรือหนาว บรรยากาศจะสงบนิ่งหรือมีพายุจัดเราเพียงแต่มองดูความเป็นไปจากทางหน้าต่างเท่านั้น
โลกธรรมที่เกิดขึ้นกับเราก็เหมือนธรรมชาติ เหมือนลมฟ้าอากาศ เป็นสิ่งไม่อยู่ในอำนาจการควบคุมของเรา เราทำได้แต่เพียงพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้น
แต่บางครั้งบ้านของเราก็เกือบจะพังเหมือนกัน เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ได้รับทุกข์ บางครั้งเราก็ถูกกระทบจากสิ่งเหล่านี้อย่างรุนแรง แต่เราก็ต้องอดทน และให้เวลาเป็นเครื่องแท้แม้จะเกิดความฟุ้งซ่านวุ่นวาย ความเดือนร้อนใจเพียงใดก็ตามให้ตั้งสติ พิจารณาทบทวนความคิดของตัวเองให้ถูกต้อง





ที่มา. หนังสือ ๓๖ พรรษาพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
โดย. พระอาจรย์มิตซูโอะ คเวสโก 
เรื่อง – ภาพ จากอินเทอร์เนต

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

"“ทำไมต้องไปหาหมอดูให้เสียเวลา"



“ทำไมต้องไปหาหมอดูให้เสียเวลา  เพราะแม้หมอจะทายว่า  “โชคดี” เราก็ยังต้องทำดีด้วยความไม่ประมาทอยู่ดี  แม้หมอทายว่า “โชคร้าย” เราก็ยังต้องทำดีด้วยความไม่ประมาทอย่างเต็มที่
 อย่างนั้นเอง  พุทธบริษัทไม่ต้องไปดูหมอให้เสียทรัพย์เสียเวลาเพราะเขารู้จักสิ่งที่มีอำนาจอยู่เหนือโชคโดยประการทั้งปวง  คือ การประพฤติถูกต้องตามกฎอิทัปปัจจยตา  ชนิดที่ทำให้อยู่เหนือโชคเหนือกรรมได้สิ้นเชิง

ท่านพุทธทาสภิกขุ
ที่มา. หนังสือ “เนื้อนาบุญ  ค้ำจุนชีวิตให้รุ่งเรือง”
โดย. ศ.ธรรมรัตน์
ภาพจาก. อินเทอร์เนต    

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

** รู้ทันเจ้าตัวร้าย โดย......พระไพศาล วิสาโล



ที่มา.  เฟสบุ๊ค  คุณ ดวงใจ ในเรือนธรรม 
ภาพจาก. อินเทอร์เนต


"เราคุ้นกับกิเลส ๓ ตัว คือ โลภะ โทสะ และโมหะ เพราะได้ยินบ่อย ที่จริงยังมีกิเลสอีกชุดหนึ่ง ๓ ตัวเหมือนกัน คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ แต่กิเลสชุดนี้คนไทยรู้จักน้อยกว่า โดยเฉพาะคำว่ามานะ มานะแปลว่าความถือตัว ความสำคัญตัวว่าสูง หรือความอยากใหญ่ อยากเด่น อยากดัง เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ส่วนตัณหาคือความอยากมีอยากได้ เช่น อยากรวย แต่ถ้าอยากใหญ่ อยากดัง อยากเด่น หรือสำคัญว่าฉันเหนือกว่า ฉันดีกว่า อันนี้เราเรียกว่ามานะ ส่วนทิฐิหมายถึงความยึดติดถือมั่นในความคิด เราคงเคยได้ยินคำว่า “ตัวกูของกู” ความยึดติดว่า “ของกู” หรืออยากได้มาเป็น “ของกู” นี้คือตัณหา ส่วนความยึดติดว่ามี “ตัวกู” หรือหลงยึดมั่นว่า กายและใจนี้คือ “ตัวกู” อันนี้คือทิฏฐิ ถ้าพูดให้เต็มก็คือ สักกายทิฏฐิ กิเลส ๓ ตัว คือ ตัวกู ของกู และนี่กูนะ หรือ ทิฏฐิ ตัณหา และมานะ บางทีก็เรียกว่า อหังการ มมังการ มานานุสัย
การแสดงออกของมานะ
มานะนั้นแสดงอาการได้หลายอย่าง อย่างหยาบๆ ก็คือ เย่อหยิ่ง จองหอง ถือตัว ดูถูกคนอื่น รวมทั้ง อวดเก่ง อวดเบ่ง อวดดี อวดฉลาด ขี้โม้ อวดรวย อวดสวย อวดหล่อ อาการอวดเหล่านี้ใช่มานะทั้งนั้น
มานะยังแสดงอาการอย่างอื่นได้อีกเช่น ความภาคภูมิใจ เกิดความมั่นใจในตัวเอง จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า ฉันแน่ ฉันเก่ง ฉันวิเศษ จนถึงขั้นหลงตัวลืมตน ที่จริงความภาคภูมิใจก็มีประโยชน์เหมือนกัน ไม่ใช่มีโทษอย่างเดียว เช่น ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง ไม่ใช่ว่าไร้ค่า แต่มันก็ยังเป็นกิเสลอยู่นั่นเอง นอกจากนี้มานะยังทำให้เราไม่อยากฟังคำแนะนำจากใคร ไม่ชอบเวลามีใครตักเตือนหรือวิจารณ์ อาการแบบนี้ใกล้เคียงกับกิเลสที่ชื่อทิฏฐิ ทิฏฐิคือความใจแคบ ความยึดมั่นว่าความคิดของฉันนั้นถูก ความคิดของฉันนั้นดี ดังนั้นคนไทยจึงมักเรียก ทิฏฐิมานะ คู่กัน ก็เพราะว่าทั้งทิฏฐิและมานะ ทำให้เราดื้อดึง ไม่ฟังใคร อย่างไรก็ตาม ทิฏฐิกับมานะต่างกัน ตรงที่ทิฏฐิเป็นความยึดมั่นในความเชื่อของตน ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง ส่วนมานะนั้นเป็นความยึดมั่นในอัตตาตัวตน คือยึดมั่นว่าฉันเก่ง ฉันแน่ ฉันถูก ก็เลยไม่ยอมฟังคำวิจารณ์"

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

** ความจนเป็นทุกข์ในโลก


(ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย ๒๒/๓๙๒)
เฟสบุ๊ค "เพียงพบพาน  เพื่อผ่านภพ
ภาพจาก.  อินเทอร์เนต



ღ ความจนเป็นทุกข์ในโลก ღ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจน
เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม."

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า"
จึงตรัสต่อไปว่า "ดูก่อนภิกษุทังหลาย
คนจนไม่มีทรัพย์ของตนเอง ไม่มั่งคั่ง ย่อมกู้หนี้.
แม้การกู้หนี้ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม."

"คนจนกู้หนี้ ก็จะต้องเสียดอกเบี้ย.
แม้การเสียดอกเบี้ย ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม."
"คนจนที่จะต้องเสียดอกเบี้ย ไม่ให้ดอกเบี้ยตามกำหนด
ก็ถูกเขาทวง แม้การถูกทวง ก็เป็นทุกข์
ในโลกของผู้บริโภคกาม."
"คนจนถูกทวง ไม่ให้เขา ก็ถูกเขาตามตัว
แม้การถูกตามตัว ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม."
"คนจนถูกตามตัว ไม่ให้เขา ย่อมถูกจองจำ
แม้การถูกจองจำ ก็เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม."

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความจนก็ดี, การกู้หนี้ก็ดี,
การเสียดอกเบี้ยก็ดี, การถูกทวงก็ดี, การถูกตามตัวก็ดี,
การถูกจองจำก็ดี เป็นทุกข์ในโลกของผู้บริโภคกาม
ด้วยประการฉะนี้.

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออุปไมยก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
บุคคลบางคนไม่มีศรัทธา(ความเชื่อ) ในกุศลธรรม
ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม
ไม่มีความเพียรในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม
บุคคลนี้ เรียกว่าเป็นคนจน ไม่มีทรัพย์ของตนเอง
ไม่มั่งคั่งในวินัยของพระอริยเจ้า."

"คนจน (ทางธรรม) นั้น เมื่อไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม
ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม
ไม่มีความเพียรในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม
ย่อมประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ การประพฤติทุจจริต
ทางกาย วาจา ใจ นี้ เรากล่าวว่า เป็นการกู้หนี้ของผู้นั้น."

"คนจน (ทางธรรม) นั้น เพราะเหตุที่จะปกปิดทุจจริต
ทางกาย วาจา ใจนั้น จึงตั้งความปรารถนาลามก ปรารถนาว่า ดำริว่า
คนทั้งหลายอย่ารู้เรื่องเราเลย ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยายาม
ทางกาย ด้วยคิดว่า คนทั้งหลายอย่ารู้เรื่องเราเลย.
ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นการเสียดอกเบี้ยของผู้นั้น."

"เพื่อนพรหมจารี (ร่วมประพฤติพรหมจรรย์) ผู้มีศีลเป็นที่รัก
ย่อมกล่าวถึงผู้นั้นว่า มีการกระทำอย่างนี้ มีความประพฤติอย่างนี้.
ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นการถูกทวงของผู้นั้น."

"ความคิดที่เป็นอกุศล (กุศลวิตก) อันลามก อันประกอบ
ด้วยความเดือดร้อน ย่อมติดตามผู้นั้น ผู้ไปสู่ป่าก็ตาม
สู่โคนไม้ก็ตาม สู่เรือนว่างก็ตาม. ข้อนี้ เรากล่าวว่า
เป็นการถูกตามตัวของผู้นั้น."

"คนจน (ทางธรรม) นั้น ประพฤติทุจจริตทางกาย วาจา ใจ แล้ว
ภายหลังที่สิ้นชีวิตไป ย่อมถูกจองจำ ด้วยการจองจำในนรกบ้าง
ด้วยการจองจำในกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉานบ้าง."

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นการถูกจองจำอย่างอื่น
สักอย่างเดียว ที่ทารุณ ที่นำทุกข์มาให้ ที่ทำอันตราย
แก่การบรรลุธรรมะอันปลอดโปร่งจากิเลส
อันเป็นธรรมยอดเยี่ยม เหมือนการถูกจองจำในนรก
หรือในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้เลย."

(ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย ๒๒/๓๙๒)


วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

** ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องในปัจจุบัน



“ไม่ต้องอาลัยอดีต  ไม่ต้องพะวงอนาคต  ขอแต่ให้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องในปัจจุบันก็เพียงพอแล้ว  ที่จะไม่เป็นทุกข์ และไม่เป็นปัจจัยแก่สัสตทิฐิ คือ ตัวตนที่เวียนว่ายไปในวัฏฏะ”

ที่มา. ท่านพุทธทาส ภิกขุ
        จากหนังสือ “ธรรมะ จุดประกายเพื่อความรู้เท่าทันชีวิต” โดย. ปัณณวัฒน์
        ภาพจาก. อินเทอร์เนต


** เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา



“ในคราวใดที่เรามีความสุขสมหวัง
ให้เราคิดถึงความผิดหวังเอาไว้บ้าง
แต่หากวันใดที่เรามีความผิดหวัง
จึงตั้งใจไว้เถิดว่าทุกอย่าง
ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา”

ที่มา. หนังสือ “ธรรมะก่อนนอน ๕ นาที”
โดย. พระอาจารย์วิเชียร  วชิรปัญโญ
ภาพจาก. อินเทอร์เนต


วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

** มิตรภาพ



มิตรภาพ

มิตรภาพที่แท้อยู่บนพื้นฐานของความรักความเอ็นดู
โดยไม่เกี่ยวในตำแหน่งของท่าน ดังนั้น หากท่านยิ่งเป็นห่วง
เป็นใยในความเป็นอยู่และสิทธิของผู้อื่น
ท่านก็จะเป็นมิตรแท้มากขึ้นเท่านั้น
หากท่านเปิดเผยและจริงใจ ในท้ายที่สุด
ท่านก็จะได้รับผลดีกับตัวท่าน
หากท่านหลงลืมหรือไม่ใส่ใจคนอื่
ในท้ายที่สุด ท่านก็จะสูญเสียประโยชน์ของตัวท่านเอง

Genuine human friendship is on the basis of human affection, irrespective of your position. Therefore, the more you show concern about the welfare and rights of others, the more you are a genuine friend. The more you remain
open and sincere, then ultimately more benefits will come to you. If you forget or do not bother about others, then eventually you will lose your own benefit.

ทะไลลามะที่ 14
‎~ อย่าทำรอยยิ้มหล่นหายไป ~ ..เบ็ดเตล็ด ความรู้ และ กำลังใจ..


** ธรรมะอัศจรรย์ โดย. ท่านสุพันธ์ แก้วมงคล




คัดลอกมาจาก  เฟสบุ๊ค  "ท่านสุพันธ์  แก้วมงคล"



** ชีวิต.. ไม่ใช่เรื่องแค่...มีอะไรที่เกิดขึ้นมา...แต่เป็นเรื่องที่ว่า " จะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไร....?


** เมื่อรู้ว่าอนิจจัง...ย่อมไม่ประมาทในชีวิต...การรู้จักชีวิต จึงควรรู้จักใช้ชีวิตด้วย สาธุ

** การปล่อยวาง...คือ ภาระสุดท้าย...และเป็นหน้าที่ของจิตใจ...ที่ไม่ต้องแบกความทุกข์ ความกังวล 

ต่างๆ ไว้กับชีวิต...

** หากความสุข ความทุกข์ความสมหวัง ความผิดหวังความรัก ความเกลียดชังความยากดี มีจน เคยเกิด

ขึ้นแล้ว...เรายังจะต้องการรู้อะไรอีก ชีวิต ก็คงมีเพียงเท่านี้เเหละ...จึงไม่ควรหลง...

**เมื่อเราอยู่ในโลก...ได้เรียนรู้ชีวิต และสิ่งทั้งหลาย


ชื่อว่า ได้เรียนรู้ธรรมะ ขึ้นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกั


ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม ล้วนเกี่ยวข้องกัน ทั้งหมด
จึงขอตัวพักผ่อน เมื่อจิตใจและร่างกายพร้อม
เราก็จะนอนหลับสบาย...

และพร้อมที่จะตื่นในยามเช้า...

มาพับกับบุคคลทั้งหลายในโลก...
ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่กล้าแกร่ง แช่มชื่น เบิกบาน ด้วยธรรม...สาธุ

** 
พระพุทธศาสนา อธิบายได้ทุกแง่มุม...พระพุทธองค์จึงทรงให้แยกแยะระหว่างภาษาโลก กับภาษาธรรมผู้

เข้าใจภาษา จึงควรเข้าใจเจตนาในการสื่อสารระหว่างหลักศีลธรรมขึ้นพื้นฐาน กับหลักปรมัตถธรรมอัน

สูงสุด  สาธุ


ที่มา. http://on.fb.me/npx3U9  (เฟสบุ๊ค ท่านสุพันธ์  แก้วมงคล)